ก่อนออกจากบ้านช่วงนี้ต้องตรวจสอบความพร้อมของรถเป็นพิเศษ โดยเฉพาะสองสิ่งนี้:
ยางรถ: ดอกยางต้องไม่โล้น เพราะดอกยางมีหน้าที่สำคัญในการรีดน้ำ ถ้าเพิ่งลื่นมาสดๆ ร้อนๆ หรือดอกยางหมด ต้องรีบเปลี่ยนทันที
ระบบเบรก: เช็กผ้าเบรกว่ายังเหลือไหม เวลาลุยน้ำมาลึกๆ ให้ย้ำเบรกบ่อยๆ เพื่อไล่ความชื้น และห้ามกำเบรกกะทันหันเด็ดขาด
ระยะเบรกบนถนนเปียกจะเพิ่มขึ้นจากปกติอย่างมาก การขี่จี้ท้ายรถคันอื่นในวันฝนตกคือความเสี่ยงอันดับต้นๆ
ข้อแนะนำ: ควรเว้นระยะห่างจากรถคันหน้ามากกว่าเดิมอย่างน้อย 2 เท่า เพื่อให้เรามีพื้นที่และเวลามากพอในการตัดสินใจเบรกหรือหักหลบอย่างปลอดภัย
สิ่งเหล่านี้คือกับดักปราบเซียนของชาวสองล้อเมื่อเจอความชื้น:
เส้นทึบ/สีตีเส้นถนน และฝาท่อเหล็ก: เวลาเปียกน้ำจะมีความลื่นสูงมาก พยายามหลีกเลี่ยงการเบรกหรือเลี้ยวรถกะทันหันขณะอยู่บนพื้นผิวเหล่านี้
แอ่งน้ำขัง: เราไม่มีทางรู้เลยว่าใต้แอ่งน้ำนั้นมีหลุมลึกขนาดไหน หรือมีเศษแก้ว ตะปูซ่อนอยู่หรือไม่ ถ้าเลี่ยงได้ควรเลี่ยงดีที่สุด
ลดความเร็วลง: โดยเฉพาะช่วง 10 นาทีแรกที่ฝนเริ่มตกใหม่ๆ เพราะน้ำฝนจะไปผสมกับคราบน้ำมันและฝุ่นบนถนน ทำให้ถนนลื่นเป็นพิเศษ
วิธีเบรก: ให้ใช้การผ่อนคันเร่งเพื่อลดความเร็ว (Engine Brake) ควบคู่กับการใช้เบรกหน้าและเบรกหลังพร้อมกันอย่างนุ่มนวล หลีกเลี่ยงการกำเบรกหน้ากะทันหันเพราะจะทำให้ล้อล็อกและรถสไลด์ได้ง่าย
ฝนตกหนักๆ มักจะมาพร้อมกับฟ้าที่มืดครึ้มและละอองน้ำที่ฟุ้งกระจาย
ชุดกันฝน: ควรเลือกสีที่สะดุดตา (สีสะท้อนแสง) เพื่อให้รถคันอื่นเห็นเราได้ชัดเจน
หมวกกันน็อก: ควรใช้ชิลด์หน้าแบบใสที่เคลือบสารกันน้ำเกาะ หรือเช็ดทำความสะอาดไม่ให้เป็นฝ้า
เปิดไฟหน้ารถ: เพื่อเพิ่มจุดสังเกตให้รถคันอื่น ไม่แนะนำให้เปิดไฟฉุกเฉินวิ่ง เพราะจะทำให้รถคันหลังสับสนเวลาเราจะเปลี่ยนเลน
14 มิถุนายน 2569
ผู้ชม 31 ครั้ง